/
/
ควรสำรวจดินก่อนตอกเสาเข็มหรือไม่? ประโยชน์และกรณีที่ไม่ควรมองข้าม

ควรสำรวจดินก่อนตอกเสาเข็มหรือไม่? ประโยชน์และกรณีที่ไม่ควรมองข้าม

/
/
ควรสำรวจดินก่อนตอกเสาเข็มหรือไม่? ประโยชน์และกรณีที่ไม่ควรมองข้าม
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

เสาเข็มเป็นส่วนสำคัญของระบบฐานราก ทำหน้าที่ถ่ายน้ำหนักจากอาคารผ่านฐานรากลงสู่ชั้นดินที่สามารถรองรับน้ำหนักได้ แต่ก่อนเลือกประเภท ขนาด และความยาวของเสาเข็ม วิศวกรจำเป็นต้องเข้าใจว่าชั้นดินใต้พื้นที่ก่อสร้างมีลักษณะอย่างไร

คำถามที่เจ้าของโครงการมักถามคือ “จำเป็นต้องเจาะสำรวจดินก่อนตอกเสาเข็มทุกโครงการหรือไม่”

คำตอบคือ ไม่ใช่อาคารทุกหลังจะต้องใช้ขอบเขตการสำรวจดินเหมือนกัน แต่โครงการที่มีน้ำหนักมาก มีหลายชั้น อยู่ในพื้นที่ดินอ่อน มีประวัติการถมดิน หรือไม่มีข้อมูลชั้นดินที่น่าเชื่อถือ ไม่ควรมองข้ามการสำรวจดิน

กรมโยธาธิการและผังเมืองอธิบายว่าการเจาะสำรวจชั้นดินช่วยให้ทราบลำดับและคุณสมบัติของชั้นดิน เพื่อนำไปใช้ประกอบการออกแบบฐานรากและงานวิศวกรรมใต้ดิน ขณะที่เอกสารด้านงานฐานรากของสภาวิศวกรแสดงการใช้ข้อมูลตัวอย่างดิน การทดสอบในสนาม และค่า Standard Penetration Test หรือ SPT-N เพื่อประเมินคุณสมบัติทางวิศวกรรมของดินและกำลังรับน้ำหนักของฐานรากหรือเสาเข็ม

ข้อควรทราบ: ผลสำรวจดินเป็นข้อมูลประกอบการออกแบบ ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปว่าต้องใช้เสาเข็มขนาดใด วิศวกรยังต้องพิจารณาน้ำหนักอาคาร ระบบโครงสร้าง วิธีติดตั้ง ผลกระทบต่ออาคารข้างเคียง และเกณฑ์ความปลอดภัยร่วมด้วย

หัวข้อ

การสำรวจดินคืออะไร?

การสำรวจดินสำหรับงานก่อสร้าง หรือ Geotechnical Investigation เป็นกระบวนการตรวจสอบสภาพชั้นดินใต้พื้นที่โครงการ เพื่อให้ทราบว่าดินแต่ละระดับมีประเภทและคุณสมบัติอย่างไร

ขอบเขตการสำรวจอาจประกอบด้วย

  • การศึกษาข้อมูลเดิมของพื้นที่
  • การสำรวจสภาพผิวดินและภูมิประเทศ
  • การเจาะหลุมสำรวจ
  • การเก็บตัวอย่างดิน
  • การทดสอบดินในสนาม
  • การทดสอบในห้องปฏิบัติการ
  • การตรวจระดับน้ำใต้ดิน
  • การจัดทำ Boring Log
  • การวิเคราะห์และจัดทำรายงานทางวิศวกรรม

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้วิศวกรประเมินได้ว่า ควรใช้ฐานรากแผ่หรือฐานรากเสาเข็ม เสาเข็มควรมีความยาวประมาณใด และต้องระวังปัญหาการทรุดตัวหรือการเคลื่อนตัวของดินในลักษณะใด

การเจาะสำรวจดินต่างจากการขุดดูดินอย่างไร?

การขุดหลุมตื้นอาจช่วยให้เห็นดินบริเวณผิวหน้า แต่ไม่สามารถบอกสภาพชั้นดินลึกที่เสาเข็มต้องถ่ายน้ำหนักได้อย่างเพียงพอ

ตัวอย่างเช่น พื้นผิวอาจเป็นดินถมแน่น แต่ด้านล่างอาจมี

  • ชั้นดินเหนียวอ่อน
  • ชั้นทรายหลวม
  • ชั้นดินอินทรีย์
  • ชั้นดินแข็งสลับอ่อน
  • โพรงหรือเศษวัสดุถม
  • ชั้นน้ำใต้ดิน
  • ชั้นดินที่มีความหนาไม่สม่ำเสมอ

การเจาะสำรวจจึงต้องดำเนินการลงไปตามความลึกที่เหมาะสมกับประเภทฐานรากและขนาดโครงการ ไม่ใช่ตรวจเฉพาะดินบริเวณผิวหน้า

ควรสำรวจดินก่อนตอกเสาเข็มหรือไม่?

หลักการที่ปลอดภัยคือ หากการเลือกเสาเข็มมีผลต่อความมั่นคง งบประมาณ หรือความเสี่ยงของโครงการอย่างมีนัยสำคัญ ควรมีข้อมูลชั้นดินที่เพียงพอก่อนออกแบบและสั่งเสาเข็ม

เอกสารแนวทางงานช่างของกรมโยธาธิการและผังเมืองระบุว่าความยาวเสาเข็มในแบบควรสอดคล้องกับผลการเจาะสำรวจดินหรือข้อมูลที่เหมาะสม ไม่ควรกำหนดความยาวจากการคาดเดาเพียงอย่างเดียว

กรณีที่ควรสำรวจดิน

  • อาคารหลายชั้น
  • อาคารขนาดใหญ่หรือรับน้ำหนักมาก
  • โรงงานและโกดัง
  • อาคารที่มีเครื่องจักร
  • อาคารที่มีช่วงเสากว้าง
  • บ้านที่มีโครงสร้างซับซ้อน
  • พื้นที่ดินอ่อน
  • ที่ดินถมใหม่หรือเคยเป็นบ่อ
  • พื้นที่ใกล้คลอง แม่น้ำ หรือชายฝั่ง
  • พื้นที่ลาดเอียง
  • โครงการที่อยู่ใกล้อาคารเดิม
  • โครงการที่ต้องใช้เสาเข็มยาว
  • งานเสริมฐานราก
  • งานแก้อาคารทรุด
  • พื้นที่ที่ไม่มีข้อมูลชั้นดินเดิม
  • พื้นที่ที่ข้อมูลจากโครงการข้างเคียงแตกต่างกันมาก

กรณีที่อาจใช้ข้อมูลเดิมประกอบได้

โครงการขนาดเล็กบางประเภทอาจไม่จำเป็นต้องเจาะสำรวจใหม่ทุกครั้ง หากมีข้อมูลเดิมที่น่าเชื่อถือและวิศวกรเห็นว่าเพียงพอ เช่น

  • มีรายงานสำรวจดินของพื้นที่เดียวกัน
  • ตำแหน่งหลุมเจาะเดิมอยู่ใกล้พื้นที่อาคารจริง
  • รายงานเดิมไม่เก่าเกินไปและพื้นที่ไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยนมาก
  • อาคารมีขนาดและน้ำหนักไม่สูง
  • สภาพพื้นที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ
  • มีข้อมูลการติดตั้งและทดสอบเสาเข็มจากโครงการเดียวกัน
  • วิศวกรได้ประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการตรวจรับเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม การมีรายงานจากบ้านข้างเคียงไม่ได้หมายความว่าจะใช้แทนข้อมูลของพื้นที่ตนเองได้เสมอ เพราะชั้นดินสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในระยะทางไม่มาก โดยเฉพาะบริเวณที่เคยถมดิน ขุดบ่อ หรือมีทางน้ำเดิม

ประโยชน์ของการสำรวจดินก่อนเลือกเสาเข็ม

1. ช่วยทราบลำดับชั้นดิน

รายงานสำรวจจะแสดงว่าดินแต่ละระดับเป็นดินชนิดใด เช่น

  • ดินเหนียวอ่อน
  • ดินเหนียวแข็งปานกลาง
  • ดินเหนียวแข็ง
  • ทรายหลวม
  • ทรายแน่น
  • ดินตะกอน
  • ชั้นวัสดุถม

ข้อมูลนี้ช่วยให้วิศวกรเข้าใจว่าเสาเข็มจะผ่านชั้นดินลักษณะใด และชั้นใดอาจใช้เป็นชั้นรับน้ำหนัก

2. ช่วยเลือกประเภทฐานราก

อาคารบางพื้นที่อาจใช้ฐานรากแผ่ได้ ขณะที่บางพื้นที่ต้องใช้เสาเข็ม

การสำรวจดินช่วยเปรียบเทียบทางเลือก เช่น

  • ฐานรากแผ่
  • ฐานรากแพ
  • เสาเข็มตอก
  • เสาเข็มเจาะ
  • เสาเข็มสปัน
  • เสาเข็มไมโครไพล์
  • ระบบปรับปรุงดิน

การตอกเสาเข็มไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับทุกพื้นที่ หากชั้นดินตื้นสามารถรับน้ำหนักได้เพียงพอ วิศวกรอาจพิจารณาระบบอื่นที่เหมาะกว่า

3. ช่วยประมาณความยาวเสาเข็ม

ข้อมูลชั้นดินช่วยให้วิศวกรประเมินว่าเสาเข็มควรยาวลงไปถึงระดับใดจึงจะสามารถรับน้ำหนักได้ตามที่ต้องการ

หากกำหนดเสาเข็มสั้นเกินไป อาจเกิดปัญหา

  • รับน้ำหนักไม่พอ
  • ทรุดตัวมาก
  • ทรุดไม่เท่ากัน
  • ต้องต่อเสาเข็มหน้างาน
  • ต้องแก้แบบฐานราก

หากกำหนดยาวเกินความจำเป็น อาจทำให้

  • ต้นทุนสูงขึ้น
  • ขนส่งยาก
  • เครื่องจักรทำงานยาก
  • เสาเข็มเสียหายระหว่างตอก
  • มีเศษเสาเข็มเหลือมาก
  • ต้องเปลี่ยนวิธีติดตั้ง

4. ช่วยประเมินกำลังรับน้ำหนัก

ค่าที่ได้จากการสำรวจและทดสอบดินสามารถใช้ประกอบการคำนวณกำลังรับน้ำหนักจาก

  • แรงเสียดทานรอบผิวเสาเข็ม
  • แรงต้านทานที่ปลายเสาเข็ม
  • กำลังแบกทานของดิน
  • พฤติกรรมการทรุดตัว

เอกสารประกอบความรู้ของสภาวิศวกรแสดงการนำค่า SPT-N และข้อมูลจากตารางผลเจาะสำรวจดินมาใช้ประกอบการประเมินกำลังแบกทานของดินและเสาเข็ม แต่ต้องผ่านการตีความและคำนวณโดยผู้มีความรู้ ไม่ใช่นำค่า N เพียงค่าเดียวไปกำหนดกำลังรับน้ำหนักโดยตรง

5. ช่วยประเมินการทรุดตัว

ฐานรากต้องไม่เพียงรับน้ำหนักได้โดยไม่พัง แต่ยังต้องควบคุมการทรุดตัวให้อยู่ในระดับที่โครงสร้างและการใช้งานยอมรับได้

ปัญหาที่อาจเกิดจากการทรุด ได้แก่

  • พื้นลาดเอียง
  • ผนังแตกร้าว
  • หลังคารั่ว
  • ท่อแตก
  • ประตูติด
  • อาคารเอียง
  • ส่วนต่อเติมแยกจากบ้านเดิม

บางชั้นดินอาจรับน้ำหนักได้ในระยะสั้น แต่เกิดการทรุดต่อเนื่องในระยะยาว จึงต้องพิจารณาทั้งกำลังรับน้ำหนักและพฤติกรรมการยุบตัว

6. ช่วยลดความเสี่ยงจากแรงเสียดทานลบ

หากดินรอบเสาเข็มทรุดตัวมากกว่าตัวเสาเข็ม อาจเกิดแรงลากลงตามผิวเสาเข็ม หรือ Negative Skin Friction ทำให้เสาเข็มรับแรงเพิ่มขึ้น

สถานการณ์นี้อาจพบในพื้นที่ เช่น

  • ดินถมใหม่
  • ดินเหนียวอ่อน
  • พื้นที่ที่มีการลดระดับน้ำใต้ดิน
  • พื้นที่ที่มีน้ำหนักถมสูง
  • พื้นที่ที่เกิดการทรุดตัวต่อเนื่อง

การมีข้อมูลชั้นดินช่วยให้วิศวกรพิจารณาผลกระทบนี้ในการออกแบบ

7. ช่วยวางแผนวิธีติดตั้ง

ชั้นดินมีผลต่อความยากง่ายในการตอกหรือเจาะเสาเข็ม เช่น

  • ชั้นทรายแน่นอาจทำให้ตอกยาก
  • ชั้นดินแข็งบางชั้นอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเสาเข็มถึงชั้นรับน้ำหนักแล้ว
  • เศษคอนกรีตหรือฐานรากเดิมอาจขวางการติดตั้ง
  • ชั้นน้ำใต้ดินมีผลต่องานเสาเข็มเจาะ
  • ดินอ่อนมากอาจทำให้หลุมเจาะไม่มั่นคง

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยเลือกเครื่องจักร วิธีติดตั้ง และแผนสำรองได้ดีขึ้น

8. ช่วยประมาณงบประมาณได้ใกล้เคียงขึ้น

หากไม่ทราบความยาวเสาเข็มที่คาดว่าจะใช้ งบประมาณอาจคลาดเคลื่อนมาก เพราะต้นทุนเกี่ยวข้องกับ

  • จำนวนเสาเข็ม
  • ความยาว
  • การต่อท่อน
  • ค่าขนส่ง
  • ขนาดเครื่องจักร
  • ระยะเวลาติดตั้ง
  • งานตัดหัวเข็ม
  • การทดสอบ
  • การจัดการเศษวัสดุ

ค่าใช้จ่ายในการสำรวจดินจึงอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงราคาและแบบระหว่างก่อสร้าง

รายงานสำรวจดินมีข้อมูลอะไรบ้าง?

รายงานทั่วไปอาจประกอบด้วยข้อมูลต่อไปนี้

แผนผังตำแหน่งหลุมเจาะ

แสดงตำแหน่งที่ทำการสำรวจเทียบกับพื้นที่โครงการ เพื่อให้ทราบว่าข้อมูลเป็นตัวแทนของพื้นที่ส่วนใด

Boring Log

เป็นบันทึกลำดับชั้นดินตามความลึก เช่น

  • ชนิดดิน
  • สี
  • ความแข็งหรือความแน่น
  • ความลึกที่เก็บตัวอย่าง
  • ผลการทดสอบในสนาม
  • ระดับน้ำใต้ดิน

ค่า SPT-N

Standard Penetration Test เป็นการทดสอบในสนามเพื่อประเมินความต้านทานของชั้นดินจากจำนวนครั้งในการตอกอุปกรณ์มาตรฐานให้จมตามระยะที่กำหนด

ค่า SPT-N ช่วยประกอบการประเมินความแน่นของทรายหรือความแข็งของดินบางประเภท แต่ต้องพิจารณาร่วมกับชนิดดิน ความลึก วิธีทดสอบ และการปรับแก้ค่าที่เกี่ยวข้อง

ผลทดสอบในห้องปฏิบัติการ

อาจประกอบด้วย

  • ปริมาณน้ำในดิน
  • หน่วยน้ำหนัก
  • ขีดจำกัดเหลว
  • ขีดจำกัดพลาสติก
  • การกระจายขนาดเม็ดดิน
  • กำลังเฉือน
  • การยุบอัดตัว
  • คุณสมบัติทางเคมีบางรายการ

ขอบเขตการทดสอบขึ้นอยู่กับประเภทโครงการและชนิดของดินที่พบ

ระดับน้ำใต้ดิน

น้ำใต้ดินมีผลต่อ

  • การขุดฐานราก
  • เสถียรภาพของหลุมเจาะ
  • แรงดันน้ำ
  • การออกแบบชั้นใต้ดิน
  • การระบายน้ำ
  • การกัดกร่อนของวัสดุบางประเภท

ระดับที่วัดได้ในวันที่เจาะอาจเปลี่ยนตามฤดูกาล จึงต้องตีความอย่างระมัดระวัง

ข้อเสนอแนะด้านฐานราก

รายงานอาจให้แนวทาง เช่น

  • ประเภทฐานรากที่ควรพิจารณา
  • ระดับปลายเสาเข็มโดยประมาณ
  • ค่ากำลังรับน้ำหนักเบื้องต้น
  • ข้อควรระวังเรื่องการทรุด
  • ผลกระทบจากดินถม
  • คำแนะนำด้านงานขุด

ข้อเสนอแนะเหล่านี้ยังต้องนำไปใช้ร่วมกับน้ำหนักและแบบอาคารจริง

SPT-N กับ Blow Count เหมือนกันหรือไม่?

ไม่เหมือนกัน แม้ทั้งสองค่าจะเกี่ยวข้องกับจำนวนครั้งในการตอก แต่มีวัตถุประสงค์ เครื่องมือ และเงื่อนไขต่างกัน

SPT-N

เป็นค่าจากการทดสอบดินในหลุมเจาะด้วยอุปกรณ์และวิธีมาตรฐาน ใช้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสภาพชั้นดิน ณ ระดับต่าง ๆ

Blow Count ในงานตอกเสาเข็ม

เป็นข้อมูลการตอบสนองของเสาเข็มระหว่างการติดตั้ง โดยบันทึกจำนวนครั้งที่เครื่องตอกใช้เพื่อให้เสาเข็มจมตามระยะที่กำหนด

Blow Count ได้รับผลจากหลายปัจจัย เช่น

  • น้ำหนักตุ้มตอก
  • ระยะยก
  • ประสิทธิภาพเครื่อง
  • ขนาดเสาเข็ม
  • ความยาวเสาเข็ม
  • รอยต่อ
  • สภาพหัวเสาเข็ม
  • ชนิดดิน
  • ระยะเวลาหยุดตอก

จึงไม่ควรนำ Blow Count ไปใช้แทนรายงานสำรวจดิน หรือใช้ตัวเลขเดียวกันเป็นเกณฑ์สำหรับทุกโครงการ

ผลสำรวจดินบอกความยาวเสาเข็มได้ทันทีหรือไม่?

รายงานช่วยประเมินช่วงความลึกและชั้นดินที่เหมาะสม แต่ความยาวเสาเข็มสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับ

  • น้ำหนักต่อเสา
  • จำนวนเสาเข็มต่อฐาน
  • ขนาดหน้าตัด
  • ชนิดเสาเข็ม
  • วิธีติดตั้ง
  • กำลังรับน้ำหนักที่ต้องการ
  • การทรุดตัวที่ยอมรับได้
  • ระดับหัวเข็ม
  • ข้อจำกัดของเครื่องจักร
  • เกณฑ์ตรวจรับ

ระหว่างติดตั้งอาจพบว่าสภาพชั้นดินจริงแตกต่างจากหลุมเจาะบางตำแหน่ง จึงต้องมีแผนควบคุมและเกณฑ์ตัดสินใจหน้างาน

ต้องเจาะสำรวจดินกี่หลุม?

ไม่มีจำนวนเดียวที่เหมาะกับทุกโครงการ จำนวนและตำแหน่งหลุมขึ้นอยู่กับ

  • ขนาดพื้นที่
  • รูปทรงอาคาร
  • จำนวนอาคาร
  • ความสม่ำเสมอของชั้นดิน
  • น้ำหนักโครงสร้าง
  • ความเสี่ยงของโครงการ
  • ข้อมูลเดิมที่มีอยู่
  • พื้นที่ถมหรือพื้นที่ลาดเอียง

การเจาะเพียงหนึ่งหลุมอาจไม่เพียงพอสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่หรือมีสภาพดินแปรปรวน เพราะไม่สามารถแสดงความแตกต่างของชั้นดินทั่วทั้งโครงการได้

วิศวกรปฐพีหรือวิศวกรผู้ออกแบบควรกำหนดจำนวน ตำแหน่ง และความลึกของหลุมให้เหมาะกับโครงการ

ควรเจาะสำรวจลึกเท่าไร?

ความลึกต้องครอบคลุมชั้นดินที่ได้รับอิทธิพลจากน้ำหนักอาคารและระดับที่คาดว่าเสาเข็มจะถ่ายน้ำหนัก

การหยุดเจาะทันทีเมื่อพบดินแข็งชั้นแรกอาจไม่เพียงพอ เพราะ

  • ชั้นแข็งอาจมีความหนาน้อย
  • ใต้ชั้นแข็งอาจเป็นดินอ่อนอีกชั้น
  • ปลายเสาเข็มอาจทะลุชั้นแข็ง
  • อาคารมีน้ำหนักมากกว่าที่ชั้นนั้นรองรับได้
  • ต้องประเมินการทรุดของชั้นดินด้านล่าง

กรมโยธาธิการและผังเมืองมีเอกสารให้ความรู้เกี่ยวกับการกำหนดความลึกหลุมเจาะตามลักษณะฐานราก โดยหลักสำคัญคือให้สำรวจลึกเพียงพอที่จะครอบคลุมชั้นดินที่มีผลต่อพฤติกรรมของฐานราก ไม่ใช่กำหนดจากตัวเลขตายตัวเพียงค่าเดียว

กรณีสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามการสำรวจดิน

สร้างอาคารบนที่ดินถมใหม่

ดินถมอาจยังยุบตัวและสร้างแรงเสียดทานลบต่อเสาเข็ม หากไม่มีข้อมูลเดิมควรตรวจสอบทั้งชั้นดินถมและดินธรรมชาติด้านล่าง

ที่ดินเคยเป็นบ่อหรือพื้นที่ลุ่ม

อาจมีดินอ่อน ตะกอน หรือวัสดุถมไม่สม่ำเสมอ ทำให้ฐานรากแต่ละตำแหน่งมีพฤติกรรมต่างกัน

อาคารหลายชั้น

น้ำหนักสูงขึ้นทำให้ความคลาดเคลื่อนของข้อมูลดินส่งผลต่อทั้งกำลังรับน้ำหนักและการทรุดตัวมากขึ้น

โกดังและโรงงาน

พื้นอาจต้องรับน้ำหนักสินค้า รถยก ชั้นวาง หรือเครื่องจักร และฐานรากบางตำแหน่งรับแรงสูงเป็นพิเศษ

อาคารใกล้คลอง ตลิ่ง หรือพื้นที่ลาดเอียง

ต้องพิจารณาเสถียรภาพของมวลดิน แรงด้านข้าง การกัดเซาะ และความเสี่ยงจากการเคลื่อนตัว ไม่ใช่ตรวจเฉพาะกำลังรับน้ำหนักแนวดิ่ง

ต่อเติมอาคารเดิม

ต้องเปรียบเทียบระบบฐานรากใหม่กับของเดิม เพื่อควบคุมการทรุดตัวที่แตกต่างกัน

อาคารข้างเคียงมีประวัติทรุด

เป็นสัญญาณว่าพื้นที่อาจมีชั้นดินอ่อน ดินถม หรือระบบระบายน้ำที่ส่งผลต่อฐานราก ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนก่อสร้าง

ต้องตอกเสาเข็มใกล้อาคารเก่า

นอกจากข้อมูลดินแล้ว ต้องประเมินผลกระทบจากการสั่นสะเทือนและการเคลื่อนตัวของดินต่ออาคารข้างเคียง กรมโยธาธิการและผังเมืองระบุว่าสามารถตรวจวัดการสั่นสะเทือนได้ทั้งที่พื้นดินและตัวอาคาร เพื่อประเมินผลกระทบจากงานเสาเข็ม

งานแก้บ้านทรุด

ต้องหาสาเหตุก่อนว่าปัญหาเกิดจากดิน ฐานราก เสาเข็ม น้ำใต้ดิน หรือการเพิ่มน้ำหนัก การติดตั้งไมโครไพล์เพิ่มโดยไม่มีข้อมูลอาจไม่แก้ต้นเหตุ

ใช้ข้อมูลจากโครงการข้างเคียงแทนได้หรือไม่?

ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเบื้องต้นได้ แต่ไม่ควรนำมาใช้แทนรายงานของพื้นที่โดยอัตโนมัติ

ก่อนนำมาใช้ควรตรวจสอบว่า

  • อยู่ห่างจากโครงการเท่าไร
  • ระดับพื้นที่เท่ากันหรือไม่
  • เคยถมหรือขุดดินต่างกันหรือไม่
  • เป็นฝั่งเดียวกันของคลองหรือแนวถนนหรือไม่
  • ความลึกหลุมเจาะเพียงพอหรือไม่
  • รายงานมี Boring Log ครบหรือไม่
  • วิธีทดสอบน่าเชื่อถือหรือไม่
  • อาคารมีขนาดและน้ำหนักใกล้เคียงกันหรือไม่
  • มีข้อมูลการติดตั้งเสาเข็มจริงหรือไม่

หากข้อมูลไม่ครบ ควรใช้เพียงเพื่อวางแผนการสำรวจ ไม่ใช่ใช้เป็นข้อสรุปในการออกแบบ

สำรวจดินแล้วต้องทดสอบเสาเข็มอีกหรือไม่?

การสำรวจดินและการทดสอบเสาเข็มทำหน้าที่ต่างกัน

  • การสำรวจดินให้ข้อมูลเกี่ยวกับชั้นดิน
  • การคำนวณใช้ข้อมูลดินและน้ำหนักอาคารเพื่อออกแบบ
  • การติดตั้งเสาเข็มเป็นกระบวนการก่อสร้างจริง
  • การทดสอบเสาเข็มใช้ตรวจสอบพฤติกรรมหรือกำลังรับน้ำหนักของเสาเข็มที่ติดตั้ง

การทดสอบเสาเข็มอาจมีหลายรูปแบบ เช่น

  • Static Load Test
  • Dynamic Load Test
  • Pile Integrity Test
  • การตรวจบันทึกการตอก
  • การทดสอบตามข้อกำหนดเฉพาะของระบบ

ประเภทและจำนวนการทดสอบควรกำหนดโดยวิศวกรตามขนาดและความเสี่ยงของโครงการ


ขั้นตอนจากสำรวจดินถึงการตอกเสาเข็ม

1. รวบรวมข้อมูลโครงการ

เตรียมแบบเบื้องต้น จำนวนชั้น ขนาดอาคาร ลักษณะใช้งาน และตำแหน่งพื้นที่

2. กำหนดแผนสำรวจ

วิศวกรกำหนดจำนวนหลุม ตำแหน่ง ความลึก และรายการทดสอบ

3. เจาะและเก็บตัวอย่าง

ดำเนินงานตามขั้นตอน พร้อมบันทึกลักษณะชั้นดินและผลทดสอบภาคสนาม

4. ทดสอบในห้องปฏิบัติการ

เลือกทดสอบคุณสมบัติที่จำเป็นตามชนิดดินและประเภทโครงการ

5. จัดทำรายงาน

สรุป Boring Log ผลทดสอบ การตีความ และข้อเสนอแนะเบื้องต้น

6. ออกแบบฐานรากและเสาเข็ม

วิศวกรนำผลสำรวจไปใช้ร่วมกับน้ำหนักอาคารเพื่อกำหนดประเภท ขนาด จำนวน และความยาวเสาเข็ม

7. วางแผนติดตั้ง

เลือกเครื่องจักร วิธีขนส่ง ลำดับการตอก และมาตรการป้องกันอาคารข้างเคียง

8. ตอกเสาเข็มและบันทึกข้อมูล

ตรวจชนิด ขนาด ตำแหน่ง แนวดิ่ง ความยาว รอยต่อ และพฤติกรรมระหว่างตอก

9. ทดสอบตามแผน

ตรวจสอบความสมบูรณ์หรือกำลังรับน้ำหนักตามข้อกำหนดของโครงการ

10. ปรับแบบเมื่อพบข้อมูลแตกต่าง

หากสภาพจริงต่างจากข้อมูลสำรวจ ต้องให้วิศวกรประเมินก่อนเปลี่ยนความยาว จำนวน หรือเกณฑ์หยุดตอก

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

สั่งเสาเข็มก่อนแบบฐานรากเสร็จ

อาจได้ขนาดหรือความยาวไม่ตรงกับน้ำหนักจริง ทำให้ต้องต่อ ตัด หรือเปลี่ยนเสาเข็ม

เลือกความยาวจากบ้านข้างเคียง

แม้พื้นที่อยู่ใกล้กัน แต่ชั้นดินและระดับปลายเข็มอาจต่างกัน

ใช้ Blow Count เป็นข้อมูลดินทั้งหมด

Blow Count เป็นข้อมูลระหว่างติดตั้ง ไม่สามารถแสดงลำดับและคุณสมบัติของชั้นดินได้เหมือน Boring Log

หยุดตอกเมื่อเจอชั้นดินแข็งบาง ๆ

ชั้นดินแข็งช่วงสั้นอาจไม่ใช่ชั้นรับน้ำหนักที่เหมาะสม ต้องพิจารณาความหนาและชั้นด้านล่าง

ใช้กำลังรับน้ำหนักจากแคตตาล็อกโดยตรง

ค่าของผลิตภัณฑ์อาจเป็นกำลังของตัวเสาเข็ม ไม่ใช่กำลังรับน้ำหนักจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างเสาเข็มกับดินในพื้นที่จริง

เจาะสำรวจหลังสั่งวัสดุแล้ว

ทำให้ไม่สามารถใช้ข้อมูลเพื่อเลือกเสาเข็มได้เต็มที่ และอาจต้องแก้ไขคำสั่งซื้อภายหลัง

Checklist ก่อนว่าจ้างสำรวจดิน

ควรสอบถามผู้ให้บริการเกี่ยวกับ

  • จำนวนและตำแหน่งหลุม
  • ความลึก
  • วิธีเจาะ
  • การเก็บตัวอย่าง
  • การทำ SPT
  • รายการทดสอบในห้องปฏิบัติการ
  • การวัดระดับน้ำใต้ดิน
  • รูปแบบรายงาน
  • ผู้รับผิดชอบวิเคราะห์
  • ระยะเวลาส่งรายงาน
  • ข้อมูลดิบที่ได้รับ
  • การเสนอข้อแนะนำด้านฐานราก
  • การเก็บรักษาตัวอย่าง
  • การเข้าถึงพื้นที่ของเครื่องจักร

ไม่ควรเปรียบเทียบเฉพาะราคาต่อหลุม เพราะขอบเขต ความลึก และรายการทดสอบอาจไม่เท่ากัน


คำถามที่พบบ่อย

สร้างบ้านชั้นเดียวต้องเจาะสำรวจดินไหม?
ขึ้นอยู่กับขนาด น้ำหนัก พื้นที่ และข้อมูลเดิม หากเป็นพื้นที่ดินอ่อน ดินถมใหม่ หรือไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ควรพิจารณาสำรวจ แม้จะเป็นบ้านชั้นเดียว
เจาะสำรวจดินก่อนหรือออกแบบบ้านก่อน?
ควรมีแบบและขนาดอาคารเบื้องต้นเพื่อวางตำแหน่งหลุมและกำหนดความลึก แต่ผลสำรวจควรพร้อมก่อนออกแบบฐานรากและสั่งเสาเข็มขั้นสุดท้าย
ผลสำรวจดินใช้ได้นานแค่ไหน?
ไม่มีอายุใช้งานตายตัว ต้องดูว่าพื้นที่ถูกถม ขุด ปรับระดับ หรือเปลี่ยนสภาพหรือไม่ รวมถึงตำแหน่งหลุมและคุณภาพของรายงาน หากพื้นที่เปลี่ยนมากอาจต้องสำรวจเพิ่มเติม
สำรวจดินหนึ่งหลุมเพียงพอหรือไม่?
อาจเพียงพอสำหรับโครงการขนาดเล็กบางกรณี แต่พื้นที่กว้าง อาคารหลายหลัง หรือชั้นดินแปรปรวนควรมีมากกว่าหนึ่งตำแหน่งตามที่วิศวกรกำหนด
รู้ Blow Count แล้วไม่ต้องสำรวจดินได้ไหม?
ไม่ได้ Blow Count ระหว่างตอกบอกการตอบสนองของเสาเข็มที่ตำแหน่งและเวลานั้น แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดชั้นดินตลอดความลึกเหมือนการเจาะสำรวจ
รายงานสำรวจดินระบุขนาดเสาเข็มให้เลยหรือไม่?
รายงานอาจเสนอแนวทาง แต่ขนาดและจำนวนเสาเข็มต้องคำนวณจากน้ำหนักอาคาร ระบบฐานราก และเกณฑ์การออกแบบโดยวิศวกร
ผลสำรวจพบดินแข็งตื้น แปลว่าไม่ต้องใช้เสาเข็มใช่ไหม?
ไม่เสมอไป ต้องพิจารณาความหนาของชั้นดินแข็ง น้ำหนักอาคาร การทรุด และชั้นดินด้านล่างก่อนตัดสินใจ
เจาะสำรวจดินแล้วเสาเข็มยังตอกไม่ลงได้หรือไม่?
เกิดขึ้นได้ เพราะหลุมเจาะเป็นข้อมูลเฉพาะตำแหน่ง และชั้นดินอาจแปรปรวน รวมถึงอาจพบสิ่งกีดขวางที่ไม่ได้อยู่ในหลุมสำรวจ จึงต้องมีแผนรับมือหน้างาน
สำรวจดินช่วยลดราคาก่อสร้างได้หรือไม่?
อาจช่วยได้โดยลดการออกแบบเผื่อเกินความจำเป็น ลดการสั่งเสาเข็มผิดความยาว และลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแบบ แต่เป้าหมายหลักคือให้การออกแบบเหมาะสมและควบคุมความเสี่ยง

สรุปควรสำรวจดินก่อนตอกเสาเข็มหรือไม่?

การสำรวจดินเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับโครงการที่ต้องการข้อมูลชั้นดินเพื่อออกแบบฐานรากและเสาเข็มอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอาคารหลายชั้น อาคารรับน้ำหนักมาก พื้นที่ดินอ่อน ดินถมใหม่ และโครงการที่ไม่มีข้อมูลเดิมน่าเชื่อถือ

โครงการขนาดเล็กบางกรณีอาจใช้ข้อมูลเดิมประกอบได้ แต่ต้องผ่านการประเมินของวิศวกร และข้อมูลนั้นต้องใกล้เคียงกับพื้นที่และลักษณะอาคารจริง

การสำรวจดินช่วยให้

  • ทราบลำดับชั้นดิน
  • เลือกระบบฐานราก
  • ประเมินความยาวเสาเข็ม
  • วิเคราะห์กำลังรับน้ำหนัก
  • ประเมินการทรุดตัว
  • วางแผนเครื่องจักร
  • จัดทำงบประมาณ
  • กำหนดแผนทดสอบและตรวจรับ

ไม่ควรเลือกเสาเข็มจากประสบการณ์ของบ้านข้างเคียง ราคาต่อต้น หรือ Blow Count เพียงค่าเดียว เพราะข้อมูลเหล่านั้นไม่สามารถแทนการวิเคราะห์ชั้นดินและน้ำหนักอาคารทั้งระบบได้


ปรึกษางานสำรวจดิน ฐานราก และเสาเข็ม

Preecha Concrete Pile ให้บริการงานเสาเข็มและฐานราก พร้อมตรวจสอบข้อจำกัดของหน้างานก่อนวางแผนติดตั้ง

ก่อนขอประเมิน ควรเตรียมข้อมูลดังนี้

  • ตำแหน่งโครงการ
  • ขนาดพื้นที่
  • จำนวนชั้น
  • ประเภทอาคาร
  • แบบสถาปัตยกรรมหรือแบบโครงสร้าง
  • รายงานสำรวจดินเดิม หากมี
  • รูปถ่ายทางเข้า
  • ข้อมูลการถมดิน
  • อาคารข้างเคียง
  • ช่วงเวลาที่ต้องการเริ่มงาน

ทีมงานสามารถตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น และประสานการวางแผนงานเสาเข็มให้สัมพันธ์กับแบบวิศวกรรมและสภาพหน้างาน

บทความที่เกี่ยวข้อง: วิธีเลือกเสาเข็ม • การรับน้ำหนักของไมโครไพล์ • เสาเข็มและฐานราก

ติดต่อเรา

Preecha Concrete Poonakan Property 2026052 (Horizontal)
Preecha Concrete Poonakan Property 2026051 (Horizontal)

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

ขอราคาไมโครไพล์ต้องเตรียมอะไร? Checklist ข้อมูลก่อ...

ก่อนขอราคา ควรเตรียมจังหวัด อำเภอ พิกัดหน้างาน รูปถนนและทางเ...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

เสาเข็มสำหรับโรงงานและโกดังเลือกแบบไหนดี? แนวทางออ...

โรงงานและโกดังมีน้ำหนักจากอาคาร ชั้นวางสินค้า รถโฟล์คลิฟต์ เ...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

ควรสำรวจดินก่อนตอกเสาเข็มหรือไม่? ประโยชน์และกรณีท...

การสำรวจดินช่วยให้ทราบลำดับชั้นดิน ความหนาแน่น กำลังต้านทาน ...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

เสาเข็มไมโครไพล์มีอายุการใช้งานกี่ปี? ปัจจัยที่ส่ง...

ไม่สามารถระบุอายุการใช้งานเป็นตัวเลขเดียวสำหรับทุกโครงการได้...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

ตอกเสาเข็มใกล้บ้านข้างเคียงอย่างไรให้ปลอดภัย ลดแรง...

งานตอกเสาเข็มอาจทำให้เกิดเสียง แรงสั่นสะเทือน และการเคลื่อนต...
<span class="jet-smart-filters-seo-rules-title"></span>

บ้านทรุดเกิดจากอะไร? เช็กสัญญาณเตือน รอยร้าว และแน...

สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่ รอยร้าวเฉียงจากมุมประตูและหน้าต่าง...